กระทรวงเกษตรฯ ซักซ้อมแผนบูรณาการขับเคลื่อนศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัด เน้นย้ำเฝ้าระวังปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น ระดมเครื่องจักร เครื่องมือให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 3/2567 โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (134 - 135) และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting เพื่อซักซ้อมแนวทางการดำเนินงานของศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัด และเตรียมความพร้อมเร่งดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า ในช่วงกรกฎาคม – กันยายน 2567 ปริมาณฝนรวมประเทศไทยส่วนใหญ่จะใกล้เคียงค่าปกติ ยกเว้นบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีปริมาณฝนรวมน้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 5 ในขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีปริมาณฝนรวมมากกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 10
ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีแนวทางการดำเนินงานของศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัด ดังนี้
1. ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัด ดำเนินการดังนี้ 1.1) ติดตาม และวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง และแจ้งเตือนภัย สนับสนุนทรัพยากร กำลังคน เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ และยานพาหนะ ให้พร้อมสำหรับการช่วยเหลือ ทั้งนี้ ให้เร่งระบายน้ำหรือสูบน้ำออกจากพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ชุมชน และพื้นที่เกษตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน 1.2) อพยพสัตว์ไปยังที่ปลอดภัยหรือจัดที่เตรียมไว้แจกจ่ายเสบียงอาหารสัตว์ จัดชุดเฉพาะกิจสำหรับให้การดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ ให้เข้าถึงทุกพื้นที่ได้ทันที 1.3) สนับสนุนข้อมูลด้านการเกษตร และให้ข้อเสนอแนะแนวทางในการป้องกันและแก้ไข รวมทั้งแนวทางปฏิบัติในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัย 1.4) ประสานงานกับกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และ 1.5) เร่งสำรวจความเสียหายและจ่ายเงินช่วยเหลือให้เกษตรกรตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562
2. หน่วยงานระดับกรม ดำเนินการดังนี้ 2.1) กรมชลประทาน ประเมินสถานการณ์และปรับแผนการบริหารจัดการน้ำ การระบาย น้ำ เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณา ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง เพื่อให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รวมทั้ง เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือพื้นที่ ประสบอุทกภัย 2.2) กรมปศุสัตว์ จัดทำแผนการอพยพสัตว์ในพื้นที่เสี่ยง พร้อมจัดเตรียมบุคลากร เวชภัณฑ์ เสบียงสัตว์ ให้เพียงพอและสอดคล้องกับสถานการณ์ 2.3) กรมประมง ตรวจสอบ กำชับ เจ้าหน้าที่ให้เฝ้าระวังฟาร์มเลี้ยงสัตว์ดุร้าย (จระเข้) และสนับสนุนเรือตรวจการขนาดต่าง ๆ และเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัย 2.4) กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง เตรียมการป้องกันพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพืชผลที่มีมูลค่าและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ 2.5) กรมพัฒนาที่ดิน เตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนการบำบัด น้ำเสียในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง 2.6) กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร กรมหม่อนไหม เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว เมล็ดพันธุ์พืช ท่อนพันธุ์หม่อน และไข่ไหม เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย 2.7) กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การยางแห่งประเทศไทย ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรหรือข้อมูลด้านหนี้สิน ของสมาชิกสถาบันเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการให้ความช่วยเหลือต่อไป
ขณะเดียวกัน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินความเสียหายและจัดเตรียมข้อมูลให้พร้อม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน และเร่งสำรวจความเสียหายด้านการเกษตรตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ ภายใน 15 วัน หลังจากน้ำลด ตลอดจนเฝ้าติดตามและประเมินระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติที่กำหนด ตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เน้นย้ำให้ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัด ติดตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง และประสานข้อมูลกับหน่วยงานในสังกัดฯ เพื่อประเมินสถานการณ์ วิเคราะห์ความเสี่ยง และแจ้งเตือนไปยังเกษตรกรให้ทราบเพื่อเตรียมความพร้อม รวมทั้งให้ติดตามประกาศเตือนภัย และข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้ง สนับสนุนการดำเนินงานของกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด อีกทั้ง เมื่อเกิดสถานการณ์ภัย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประเมินความเสียหาย และความต้องการความช่วยเหลือของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยได้ อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์