1. เปลี่ยนการแสดงผล :
    2. C
    3. C
    4. C
    5. C
    6. ตัวช่วยการเข้าถึงเว็บไซต์
    7. แผนผังเว็บไซต์
    8. EN
    9. TH
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
Ministry of Agriculture and Cooperatives
‘รมช.อิทธิ’ ติดตามการฟื้นฟูสุขภาพกระบือ ‘เวียงหนองหล่ม’ พร้อมหนุนปลูกพืชอาหารสัตว์ แก้ปัญหาขาดแคลนอาหารช่วงภัยแล้ง
21 ก.พ. 2568
421
0
‘รมช.อิทธิ’ติดตามการฟื้นฟูสุขภาพกระบือ
‘รมช.อิทธิ’ ติดตามการฟื้นฟูสุขภาพกระบือ ‘เวียงหนองหล่ม’ พร้อมหนุนปลูกพืชอาหารสัตว์ แก้ปัญหาขาดแคลนอาหารช่วงภัยแล้ง

‘รมช.อิทธิ’ ติดตามการฟื้นฟูสุขภาพกระบือ ‘เวียงหนองหล่ม’ พร้อมหนุนปลูกพืชอาหารสัตว์ แก้ปัญหาขาดแคลนอาหารช่วงภัยแล้ง

                นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการติดตามการดำเนินงานการฟื้นฟูสุขภาพกระบือเวียงหนองหล่มในระยะเร่งด่วน ณ ทวาฟาร์ม ต.แม่คำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 67 ตนได้ลงพื้นที่ จ.เชียงราย โดยได้รับฟังปัญหาจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่กระบือป่วยและล้มตายจำนวนมาก จึงได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ เข้าไปช่วยเหลือเร่งด่วน ซึ่งความคืบหน้าล่าสุด ได้รับรายงานว่าไม่พบกระบือป่วยและตายเพิ่มตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. 67 เป็นต้นมา จึงขอชื่นชมและขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่มุ่งมั่นปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ ในการแก้ไขปัญหาลดความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร อย่างไรก็ตามกรมปศุสัตว์ยังคงต้องเฝ้าระวังป้องกันโรคอย่างใกล้ชิด

               สำหรับสถานการณ์โดยภาพรวม สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย รายงานว่า เวียงหนองหล่มมีจำนวนกระบือประมาณ 962 ตัว มีกระบือป่วยสะสม 155 ตัว หายป่วย 150 ตัว คิดเป็นร้อยละ 96.8 ป่วยแล้วตาย 5 ตัว คิดเป็นร้อยละ 3.2 ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ระดมทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่เข้าฟื้นฟูสุขภาพกระบือ ทั้งการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย วัคซีนป้องกันโรคคอบวม การถ่ายพยาธิในทางเดินอาหาร การฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในคอกสัตว์ของเกษตรกร อีกทั้ง ยังได้เข้าช่วยเหลือด้านพืชอาหารหยาบ รวม 121,512 กิโลกรัม ให้กับ ปางควายเวียงหนองหล่มทั้ง 3 ปาง ได้แก่ ปางกระบือบ้านป่าสักหลวง ปางกระบือบ้านต้นยาง และปางกระบือบ้านห้วยน้ำราก ในช่วงวันที่ 14 พ.ย. - 18 ธ.ค.67 ซึ่งปัจจุบันกระบือได้รับการฟื้นฟูจนเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

                รมช.อิทธิ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามหญ้าอาหารสัตว์เป็นสิ่งจำเป็นต้องมีให้เพียงพอตลอดทั้งปี เพื่อป้องกันปัญหากระบือขาดแคลนอาหารในช่วงภัยแล้ง โครงการชลประทานเชียงราย และปศุสัตว์จังหวัด จึงได้ร่วมมือกันในการวางแผนปลูกพืชอาหารสัตว์ในพื้นที่เวียงหนองหล่ม พร้อมจัดตั้งสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ โดยแบ่งแผนการปลูกออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การปรับพื้นที่บริเวณจุดทิ้งดินให้เป็นแปลงเพาะพันธุ์หญ้าประมาณ 50 ไร่ ส่วนระยะที่ 2 จะเพาะปลูกหญ้าอีกประมาณ 300 ไร่ เพื่อนําไปขยายผลให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือในระยะยาวต่อไป เป็นการช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแหล่งอาหารเลี้ยงสัตว์ในระยะยาว

                สำหรับ “เวียงหนองหล่ม” เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 14,000 ไร่ ในเขต 2 อำเภอ คือ อ.แม่จัน และ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เก็บกักน้ำได้ 8 ล้าน ลบ.ม. เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นถิ่นและการเลี้ยงควายเป็นหลัก แต่ในระยะเวลาต่อมาแหล่งน้ำมีสภาพตื้นเขิน เนื่องจากการสะสมของตะกอนดินและปัญหาวัชพืช กรมชลประทานจึงดำเนินโครงการพัฒนาแก้มลิงเวียงหนองหล่มพร้อมอาคารประกอบ การดำเนินงานงบประมาณปี 2565 - 2570 โดยขุดลอกตะกอนดิน เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการเก็บกักน้ำให้มากขึ้น เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำได้ 18.437 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 11,000 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 10,008 ครัวเรือน เพื่อสนับสนุนความต้องการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง ทั้งด้านการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการปศุสัตว์ได้อย่างเพียงพอ

           โอกาสนี้ รมช.อิทธิ ได้เยี่ยมชม “ทวาฟาร์ม” ของนายทวา รีอินทร์ เกษตรกร Young Smart  Farmer หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อล้านนา ที่เริ่มเลี้ยงเมื่อปี 2562  นับเป็นเกษตรกรต้นแบบอายุน้อยหัวก้าวหน้า ที่นำความรู้ด้านเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับปรุงสายพันธุ์โค ฟาร์มแห่งนี้ มีโคเนื้อทั้งหมด 66 ตัว โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับสายพันธุ์โคเนื้อให้เป็นบีฟมาสเตอร์พันธุ์แท้ ที่สามารถเลี้ยงได้ง่ายในสภาพแวดล้อมประเทศไทย สามารถผลิตโคเนื้อสายพันธุ์ดีที่โตเร็ว อัตราแลกเนื้อดี และลดต้นทุนการผลิต ซึ่งปัจจุบันทวาฟาร์มสามารถผลิตโคเนื้ออายุไม่เกิน 18 เดือน ที่มีน้ำหนักดี ขายเข้าสู่คอกกลางของเครือข่ายโคเนื้อล้านนา เพื่อส่งแปรสภาพให้กับบริษัท พรีเมียม บีฟ และบริษัท ลานนา บีฟ อย่างต่อเนื่อง

 

Loading...
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ตกลง